วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

เบกกิ้งโซดา

เบกกิ้งโซดา หรือ โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือ ผงฟูมีชื่อทางการค้าที่เรียกกันทั่วไปหลายชื่อด้วยกัน เช่นเบคกิ้งโซดา (Baking Soda), คุ๊กกิ้งโซดา (Cooking Soda), เบรดโซดา (Bread Soda), โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate), ไบคาร์บอเนตโซฟา (Bicarbonate of Soda) เป็นต้น
เบคกิ้งโซดา
Sodium bicarbonate
advertisements

ประโยชน์ของเบกกิ้งโซดา

  1. หากมีอาการเจ็บคอ ให้ผสมเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้กลั้วคอทุกๆ 4 ชั่วโมง ก็จะช่วยลดอาการเจ็บคอที่เกิดจากกรดได้
  2. ใช้รักษาแผลในช่องปาก ให้ใช้เบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาผสมลงในน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้กลั้วคอทุกๆ 4 ชั่วโมง
  3. ช่วยทำให้เรอ ด้วยการใช้ผงฟูนำมาผสมกับน้ำดื่ม จะช่วยทำให้เรอและแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้
  4. โซเดียมไบคาร์บอเนตสามารถนำมารับประทานเพื่อช่วยในการลดกรดในกระเพาะอาหารได้
  5. ช่วยบรรเทาอาการของลมพิษ ด้วยการใช้ผงเบกกิ้งโซดานำมาผสมกับน้ำ 2-3 หยด (พอให้ได้เป็นแป้งเปียก) แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็นผื่นเพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองและแก้อาการคัน
  6. หากถูกแมลงกัดต่อย ก็ให้ใช้เบกกิ้งโวดาผสมกับน้ำ แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้
  7. ใช้บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบ แล้วนำมาอาบก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้แดดได้
  8. หากเป็นฮ่องกงฟุต (อาการคันตามง่ามเท้าเพราะติดเชื้อรา) ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำให้พอเหนียว แล้วนำมาทาที่เท้า หลังจากนั้นให้ล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง แล้วปิดท้ายด้วยการนำแป้งข้าวโพดมาทาบริเวณที่คันอีกครั้งหนึ่ง จะช่วยลดอาการคันและอาการแสบร้อนตามง่ามนิ้วเท้าได้
  9. ช่วยทำให้ผิวเนียนใส ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำข้าวโอ๊ต นมสด และน้ำผึ้งนำมาขัดเบาๆ เพื่อผิวที่สะอาดใสขึ้น (จะขัดส่วนไหน ส่วนนั้นต้องเปียกน้ำก่อน ส่วนไหนบอบบางก็ให้ขัดเบาๆ และให้ทำเป็นประจำนะครับ แต่ไม่ต้องถึงขนาดต้องทำทุกวันนะครับ))
  10. ใช้ทำสครับขัดหน้าได้ดี สูตรแรกให้ใช้เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ, และน้ำสด 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมรวมกันใช้ขัดผิวหน้าเบาๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าเย็นๆ จะช่วยทำให้หน้าใสได้ ส่วนสูตรที่ 2 ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 3 ส่วน ผสมกับน้ำเปล่า 1 ส่วน โดยผสมกันให้ได้เปียกๆ แล้วนำมาขัดผิวหน้าเบาๆ จนสะอาด
  11. ใช้ทำสครับขัดผิว ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย, เกลือ 1/2 ถ้วย, น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ, และมะนาว 1 ลูก แล้วนำมาผสมกัน ใช้ขัดผิวในระหว่างอาบน้ำ
  12. ใช้ผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้สดใสมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 3 ส่วน และน้ำ 1 ส่วน นำมาผสมกันใช้เช็ดถูบริเวณที่ต้องการ แล้วค่อยล้างออก
  13. มีบางท่านใช้เบกกิ้งโซดาเพื่อกำจัดสิวเสี้ยน โดยใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำแล้วเอามาขัดเบาๆ ที่จมูกไปเรื่อยๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้สิวเสี้ยนจางลงได้
  14. ใช้ทำน้ำยาระงับกลิ่นปาก สูตรแรกให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วย แล้วนำมาใช้บ้วนปากจะช่วยดับกลิ่นปากได้ ส่วนสูตรที่สองให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมในน้ำ 1 แก้ว จะช่วยดับกลิ่นกระเทียมได้ แต่ถ้าใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 แก้ว และผสมกับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะก็ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้เช่นกัน
  15. ช่วยทำให้ฟันขาว ขจัดคราบชาหรือกาแฟ ลดหินปูนbaking sodaให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชาผสมกับน้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา แล้วใช้แปรงสีฟันจุ่มลงไป นำมาใช้ขัดฟันเบาๆ แล้วบ้วนน้ำเปล่าจนสะอาด จะช่วยกำจัดคราบชาหรือกาแฟได้ครับ แต่ห้ามทำเวลาป่วยนะครับ เนื่องจากมะนาวมีความเป็นกรดสูงอาจไปทำลายเคลือบฟันได้
  16. ใช้ทำสปาเท้า ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย, เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์, และน้ำอุ่นใส่ในกะละมังสำหรับแช่เท้า เมื่อแช่เท้าแล้วจะทำให้รู้สึกสบายเท้า ช่วยฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเท้า และความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าได้อีกด้วย
  17. ช่วยทำให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้น ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาประมาณหนึ่งหยิบมือผสมลงในชามน้ำอุ่น แล้วแช่มือไว้ในนั้นประมาณสองสามนาที ก่อนจะล้างน้ำให้สะอาด จะช่วยให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้นได้
  18. ใช้ทำความสะอาดเส้นผม ด้วยการผสมเบกกิ้งโซดาหนึ่งช้อนชาเข้ากับแชมพูสระผมตามที่คุณใช้ปกติ เพื่อช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผม (วิธีนี้จะได้ผลดีเป็นพิเศษกับผมเส้นเล็ก)
  19. ลองเปลี่ยนจากแชมพูมาใช้เบกกิ้งโซดาแทนดูสักครั้ง รับรองเลยว่าจะช่วยทำให้รังแคของคุณน้อลงอย่างทันตาเห็น
  20. ใช้หมักเนื้อหมูให้นุ่ม ให้ใส่เบกกิ้งโซดาเพียงเล็กน้อย (ใส่มากเกินไปจะมีกลิ่นของสารเคมี) แล้วหมักหมูก็จะทำให้เนื้อนุ่มได้
  21. ถ้าอยากได้ไข่เจียวฟูหอมอร่อยน่ารับประทาน ก็ให้ใส่เบกกิ้งโซดาลงไปครึ่งช้อนต่อไข่ 3 ฟอง ก็จะได้ไข่เจียวที่ฟูน่ารับประทาน
  22. การทำขนมปังให้ฟูน่ารับประทาน จะนิยมใช้ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนตมาใช้ในการทำขนมปังแทนการใช้ยีสต์ เพราะเมื่อผงฟูผสมกับน้ำก็จะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เช่นเดียวกับการใช้ยีสต์ แต่ผลเสียของผงฟูก็คือ หากใส่มากเกินไปก็จะทำให้มีรสเฝื่อนขม และการฟูของขนมปังก็จะหยาบกว่าการใช้ยีสต์ แต่มีข่อดีก็คือ ใช้ได้ง่ายกว่าและเก็บรักษาไว้ได้นานกว่า
  23. เค้กกล้วยหอมถ้าจะทำให้ฟูนุ่มน่ารับประทาน ก็ต้องใช้เบกกิ้งโซดาเป็นส่วนผสม
  24. ใช้ดับไฟในกระทะ ในกรณีที่มีน้ำมันกระเด็นติดไฟในขณะทำอาหาร หรือว่าไฟติดกระทะ หากเราใช้น้ำเทลงไปบนน้ำมันที่ร้อนๆ จะทำให้ไฟลุกมากยิ่งขึ้น (เนื่องจากน้ำมันกระจาย) แต่ถ้าเราใช้เบกกิ้งโซดาเทลงไปตรงๆ เบกกิ้งโซดาเมื่อถูกความร้อนก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา จึงช่วยทำให้ไฟลดน้อยลงได้
  25. ใช้ทำความสะอาดผักและผลไม้ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 4 ถ้วย (รอให้ส่วนผสมเย็น) แล้วนำมาใช้ล้างผักผลไม้ โดยนำมาแช่ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้ผักผลไม้ดูสะอาดน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น
  26. ใช้ทำเป็นน้ำยาล้างสารพิษจากผักผลไม้ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 10 ลิตร แล้วนำผักผลไม้มาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีก 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยลดสารพิษตกค้างจากผักได้ถึง 90% (หากล้างไม่สะอาด การได้รับเบกกิ้งโซดาในปริมาณมากจนเกินไปก็อาจทะให้ท้องเสียได้)
  27. ใช้ทำเป็นน้ำยาขจัดคราบในกาน้ำชาที่เป็นโลหะ ด้วยการเติมน้ำลงในกาน้ำชา แล้วเติมเบกกิ้งโซดาตามลงไป 2 ช้อนโต๊ะ และให้บีบน้ำมะนาวลงไปอีกครึ่งลูก แล้วนำไปต้มประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วนำมาขัดและล้างให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง
  28. ใช้ล้างจานก็ได้ เพราะผงฟูสามารถขจัดกลิ่นและคราบมันได้ดี ด้วยการใช้ผงฟูเทแล้วใช้ฟองน้ำขัดล้าง หรือจะผสมผงฟูกับน้ำแล้วเอาฟองน้ำจุ่มล้างจานก็ได้
  29. ใช้ทำน้ำยาทำความสะอาดเตาไมโครเวฟ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นอีก 1 ลิตร แล้วนำมาผ้ามาชุบแล้วเช็ดทำความสะอาดภายในเตาไมโครเวฟ คราบสกปรกก็จะเช็ดออกได้อย่างง่ายดาย
  30. ช่วยขจัดคราบไขมันที่ติดรอบท่อของอ่างล้างจาน (หากปล่อยไว้นานจะทำให้ท่ออุดตันได้) ก็ให้ใช้เกลือแกงใส่ลงไปในท่อประมาณ 2-3 ช้อน จากนั้นให้นำเบกกิ้งโซดาไปต้มกับน้ำให้เดือดแล้วเทลงไปในท่อ ไขมันที่อุดตันอยู่ก็จะหลุดออกมาหมด
  31. ใช้ทำความสะอาดเขียง ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำแล้วนำมาใช้ทำความสะอาดเขียง วิธีนี้จะช่วยขัดกลิ่นคาวบนเขียงได้
  32. ใช้ขจัดรอยไหม้ตามกระทะหรือหม้อ ด้วยการเอาเครื่องครัวเหล่านั้นนั้นมาแช่ด้วยน้ำอุ่นที่ผสมเบกกิ้งโซดาประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออก วิธีนี้จะช่วยทำให้รอยไหม้จางลงได้
  33. ใช้แก้ปัญหาท่ออุดตันด้วยคราบไขมันในอ่างล้างจาน ด้วยการใช้เกลือนำมาโรยรอบๆ ขอบท่อ จากนั้นให้นำน้ำยาเบกกิ้งโซดา 10 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำร้อน 1 ขวดลิตร แล้วค่อยๆ ลงไป เกลือและน้ำยาจะช่วยทำให้คราบไขมันหลุดออกได้โดยง่าย และให้ทำซ้ำอีกประมาณ 2-3 รอบ แล้วตามด้วยน้ำเปล่าอีกครึ่งหนึ่ง
  34. ใช้ทำเป็นครีมลบรอยขูดขีดบนเครื่องครัว ด้วยการละลายเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 1 ลิตร แล้วทำความสะอาดเครื่องครัวที่ทำมาจากสแตนเลส โครเมียม พลาสติก ฟอร์ไมก้า (ยกเว้นอะลูมิเนียม) จะทำให้ริ้วรอยเลือนหายไป
  35. ใช้เช็ดทำความสะอาดเตารีด ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำผสมกับเบกกิ้งโซดาแล้วบิดให้พอหมาด หลังจากนั้นนำไปเช็ดใต้เตารีดหรือเครื่องครัวที่ทำมาจากสแตนเลส หรือโครเมียม จะช่วยทำความสะอาดได้หมดจดและไม่เกิดไม่เกิดรอยขูดขีด
  36. ใช้ทำความสะอาดเครื่องปิ้งขนมปัง ด้วยการใช้ผงเบกกิ้งโซดาโรยบนผ้าเปียก แล้วเอามาเช็ดตรงตะแกรง ก็จะช่วยทำให้เครื่องปิ้งขนมปังของคุณกลีบมาสะอาดได้เหมือนเดิม
  37. ผงฟูมีอนุภาคเล็กเป็นรูปทรงผลึกที่อ่อนนุ่ม จึงนำมาใช้ในการขัดถูได้ดี อีกทั้งยังช่วยดูดกลิ่นเหม็น ความชื้น ฆ่าเชื้อโรค ปรับค่าความเป็นกรดด่าง และไม่กัดกร่อนผิวภาชนะ จึงสามารถนำมาใช้ทำบ้านเรือนได้อย่างดี เช่น ใช้ทำ
  38. ความสะอาดหน้าต่างก็ให้ขจัดคราบสกปรกบนขอบและบานหน้าต่างด้วยฟองน้ำเปียกๆ ก่อนแล้วโรยด้วยผงฟูเล็กน้อย แล้วล้างด้วยฟองน้ำและเช็ดให้แห้ง ถ้าใช้ล้างหน้าต่างบานเกล็ดก็ให้ใช้น้ำอุ่นที่ผสมกับผงฟู 3/4 ถ้วยตวง ราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วใช้แปรงขัดออก ถ้าใช้ล้างหน้าต่างอลูมิเนียม ก็ให้ใช้แปรงเปียกๆ จิ้มลงในผงฟูแล้วเอามาขัดออก และใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ ล้างให้สะอาด หรือถ้าใช้ทำความสะอาดงานไม้ ฝาหนัง หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ก็ได้เช่นกัน (ใช้ผงฟูผสมกับน้ำส้มสายชูและน้ำอุ่น) ถ้ามีรอยด่างเป็นวงหรือรอยจุกบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้ด้วยการผสมกับยาสีฟันและผงฟูอย่างละเท่ากัน แล้วใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดออกอย่างเบาๆ และยังใช้ในผลิตภัณฑ์ขัดเงาได้อีกด้วยหากจำเป็น นอกจากนี้ยังใช้ขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้ได้อีกด้วย ด้วยการใช้ผงฟูกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ แล้วเช็ดออก แต่จงจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก
  39. ใช้ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีคราบสกปรก (สำหรับพื้นผิวแข็งๆ เช่น พื้นครัว พื้นห้องน้ำ อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ) ให้ละลายเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่น 4 ถ้วย แล้วนำมาเช็ดทำความสะอาด แล้วค่อยล้างออกอีกครั้งหนึ่ง
  40. ในกรณีที่มีคราบสกปรกที่ทำความสะอาดได้ยาก ก็ให้ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำอุ่นในปริมาณที่เท่ากันจนข้นเป็นแป้ง แล้วนำมาพอกทิ้งไว้บริเวณที่คราบสกปรกประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยเช็ดออก หรือจะใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดผงฟูเพื่อใช้เช็ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนัง ดินสอ ปากกามาร์คเกอร์ รวมทั้งคราบน้ำมันได้ด้วย โดยให้เช็ดถูเบาๆ แต่ถ้าเป็นคราบน้ำหมักที่ติดบนเสื่อน้ำมัน ก็ให้ใช้ผงฟูข้นๆ ป้ายบริเวณรอยหมึกทิ้งไว้จนแห้งสักครู่ก่อนจะเช็ดออก แล้วใช้ผงฟูใหม่ๆ ขัดออกอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าใช้เพื่อเช็ดถูคราบสกปรกที่เกิดจากรอยลากไปมาบนพื้นเสื่อน้ำมัน ก็ให้ใช้ผงฟูผสมกับน้ำเปียกๆ ข้นๆ แล้วนำมาเช็ดถูบริเวณที่เป็นรอย
  41. ใช้ทำความสะอาดคราบที่เกิดจากกรด (กรดจากแบตเตอรี่ ปัสสาวะ หรือคาบอาเจียน) อย่างแรกให้ทำความสะอาดด้วยการใช้น้ำเย็นซะออกแรงๆ โดยทันทีถ้าเป็นไปได้ จากนั้นจึงทำให้เกิดสภาพความเป็นกลางโดยใช้ผงฟู
  42. หากใช้ผงฟูสัก 1 ถ้วยตวง เทลงในโถส้วมหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง ก็จะช่วยคงสภาพความเป็นกรดและด่างได้ เพราะสภาพความเป็นกรดด่างที่เหมาะสมจะช่วยทำให้แบคทีเรียแตกตัวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการตกค้างและการอุดตันได้
  43. ใช้ทำความสะอาดผนังที่มีคราบเขม่าควันดำ (ใช้เศษผ้าชื้นๆ และผงฟูละลายเข้มข้น นำมาเช็ดถู) หรือใช้ทำความสะอาดเครื่องประดับลวดลายลูกไม้ประเภทต่างๆ
  44. ใช้ทำความสะอาดแป้นพิมพ์ดีด ด้วยการใช้แปรงสีฟันขนอ่อนๆ ขัดโดยใช้ผงฟู 4 ช้อนโต๊ะที่ละลายกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นให้ใช้กระดาษชำระเช็ดออก
  45. การใช้ผงฟูอย่างสม่ำเสมอยังช่วยป้องกันไม่ให้แทงค์คอนกรีตหรือแทงค์ที่ทำจากโลหะผุกร่อนได้ง่ายอีกด้วย โดยเฉพาะในบริเวณของฝาแทงค์ที่ต้องสัมผัสกับไอระเหยที่ผุกร่อนได้ง่าย
  46. เราสามารถใช้ผงฟูผสมกับน้ำเพียงเล็กน้อยให้เปียกข้น แล้วนำมาใช้อุดรูตามผนังที่มีรอยปูนแตกร้าว เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราวได้ เพราะถ้ามันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้าไปกับฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว
  47. ใช้ทำน้ำยาดับกลิ่นพรม ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย นำมาผสมกับแป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย แล้วหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบลงไปประมาณ 15 หยด จากนั้นนำมาใส่ขวดสเปรย์ใช้ก่อนนำมาใช้ฉีดบนพื้นพรมก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้า จะช่วยทำให้กลิ่นพรมสะอาดสดชื่นขึ้น หรืออีกวิธีให้โรยเบกกิ้งโซดาให้ทั่ว แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น
  48. ใช้ทำความสะอาดพรม ด้วยการใช้ผงฟูผสมกับน้ำอุ่น 1 แกลลอน หรือจะนำมาซักในถุงน้ำก็ได้ แต่ถ้าจะทำความสะอาดเฉพาะบริเวณที่มีคราบสกปรกโดยการแปรงด้วยมือ ก็ให้โรยผงฟูเล็กน้อยลงบนคราบ ทิ้งไว้สักครู่ก่อนจะเช็ดออกด้วยฟองน้ำหรือผ้าโดยเฉพาะ
  49. หากพรมเปื้อนคราบน้ำมัน ให้เทน้ำที่ผสมกับเบกกิ้งโซดาลงไปตรงบริเวณที่เป็นคราบ แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง คราบก็จะจางลง หลังจากนั้นให้ใช้น้ำผสมกับเบกกิ้งโซดาเช็ดทำความสะอาดซ้ำอีกครึ่งหนึ่ง หรือถ้าใช้ขจัดคราบไวน์หรือคราบสกปรกมันบนพรม ก็ให้ใช้ผงฟูโรยบางๆ ทันทีที่มีรอยเปื้อน ทำซ้ำหรือค่อยๆ เติมผงฟูใหม่อีกครั้งถ้าจำเป็น แล้วทิ้งไว้สักพักจนกว่าผงฟูจะดูดซับคราบสกปรก แล้วค่อยใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกให้หมด
  50. ใช้ทำเป็นน้ำยาทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ ด้วยการเทเบกกิ้งโซดา 1/2 กล่อง ลงในถังน้ำหลังชักโครกทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจึงค่อยกดชักโครก จะช่วยทำให้ถังและชักโครกสะอาดและปราศจากกลิ่นได้
  51. หากรองเท้ามีกลิ่นเหม็นที่เกิดจากการหมักหมมมานาน ให้นำเบกกิ้งโซดามาโรยในรองเท้า แล้วนำรองเท้าคู่นั้นมาใส่ในถุงพลาสติดรัดให้แน่น แล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นประมาณ 1-2 คืน (-_-“) แล้วค่อยนำรองเท้าออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง หลังจากนั้นนำรองเท้าไปสลัดผงเบกกิ้งโซดาออกให้หมดแล้วนำมาสวมใส่ได้เลย แต่ถ้ายังไม่นำมาสวมใส่ทันทีก็ให้ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นก่อนจนกว่าจะนำมาสวมใส่ หรือจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ขยำเป็นก้อนๆ มาใส่ไว้ในรองเท้าอีกก็ได้ (หมึกของกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดกลิ่นและยังทำให้รองเท้าอยู่ทรงอีกด้วย)
  52. ช่วยแก้ปัญหากลิ่นในรถ และกลิ่นบุหรี่ในรถ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดานำมาโรยลงไปที่ก้นที่ใช้เขี่ยบุหรี่ในรถ เบกกิ้งโซดาจะช่วยดับกลิ่นได้ แต่ก็ต้องนำมันออกมาทำความสะอาดด้วยการเทขี้เถ้าทิ้ง แล้วให้โรยผงเบกกิ้งโซดาไว้ที่ถาดเสมอๆ
  53. ใช้ดับกลิ่นท่อและแก้ปัญหาท่อตัน ด้วยการเทเบกกิ้งโซดาลงไปในท่อประมาณ 1 ถ้วยก่อนแล้วให้ใส่เกลือแกงประมาณ 1/4 ถ้วยลงไป แล้วตามด้วยน้ำร้อน จะทำให้ท่อไม่ตันและปราศจากกลิ่น
  54. ใช้ดับกลิ่นอับในตู้เย็น ตู้กับข้าว ตู้รองเท้า ห้องทาสีใหม่ หรือใช้ในโรงงาน เพื่อขจัดกลิ่นสี กลิ่นสารระหาย กลิ่นน้ำยาต่างๆ ฯลฯ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดานำมาเปิดฝากล่องด้านบนออกให้หมดหรือเทใส่ถ้วย แล้วนำมาทิ้งไว้ด้านในสุดของตู้เย็น (เปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน) เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดกลิ่นอับในตู้เย็นได้ แต่ถ้าเป็นตู้กับข้าว ตู้รองเท้า ห้องทาสีใหม่ ฯลฯ ก็ให้เทใส่จานหรือถาดหรือนำไปโปรยในบริเวณที่มีกลิ่นเหม็นอับ (ปิดห้อง ปิดตู้ให้สนิทด้วยละครับ) แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้มันดูดกลิ่นประมาณ 1-2 วัน
  55. ใช้กำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบนไม้ถูพื้นหรือไม้กวาด ด้วยการนำไม้ถูพื้นมาแช่ในน้ำ 1 ถัง ที่ละลายกับผงฟู 4 ช้อนชา แต่ให้แช่หลังจากที่ทำความสะอาดสิ่งสกปรกออกไปแล้ว หลังแช่เสร็จให้นำมาตากให้แห้ง
  56. ใช้ดับกลิ่นแมว ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาเทลงไปใน Litter box หรือห้องน้ำของแมว ก่อนที่จะใส่ Litter หลังจากนั้นทุกครั้งที่จะทำความสะอาด Litter box พอตักอึแมวไปแล้วก็ให้เอาเบกกิ้งโซดาโรยนิดๆ ที่บ้านเพื่อเป็นการกลบกลิ่น
  57. ใช้ดับกลิ่นอับของเสื้อผ้า ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาครึ่งถ้วยหรือประมาณ 8 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับผงซักฟอกชนิดน้ำในปริมาณที่จะใช้ แทนที่เราจะใช้สารฟอกขาวชนิดคลอไรด์ 1 ถ้วยเต็มๆ แต่เราสามารถใช้เบกกิ้งโซดาเพียงครึ่งถ้วยเพื่อใช้แทนได้ แต่ถึงเบกกิ้งโซดาจะใช้ซักเสื้อได้ แต่มันก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่ากับผงซักฟอก เบกกิ้งโซดาจึงเป็นเพียงส่วนเสรมที่นำมาใช้ทำให้ผ้าสะอาดมากขึ้นเท่านั้น
  58. นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ภาชนะหรือกระเป๋าเดินทางของคุณมีกลิ่นเหม็นอับชื้นจากเชื้อรา ด้วยการโรยผงฟูลงบนภาชนะข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด หรือจะใช้โรยลงในโถส้วม อ่างล้างจาน อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ หรือโรยบนฝักบัวทิ้งไว้หากเราจะหยุดใช้ชั่วคราวในกรณีที่ไปพักร้อน หรือจะใช้ขจัดกลิ่นเหม็นอับของผ้าห่ม ผ้านวม หลังจากที่เก็บไว้นานๆ ก็ให้โรยผงฟูลงบนผ้านั้นแล้วม้วนเก็บทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยสะบัดออก หรือจะนำมาใช้ขจัดกลิ่นตกค้างบนผ้าปูโต๊ะด้วยการนำมาผ้าปูโต๊ะมาแช่ในน้ำนะลายผงฟูก็ได้
  59. ใช้ทำเป็นน้ำยาซักผ้าขาว สูตรแรกให้ใส่ผงเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยลงในเครื่องซักผ้าพร้อมกับน้ำยาซักผ้า วิธีนี้จะช่วยทำให้ผ้าขาวและสีสดขึ้นได้ ส่วนสูตรที่สองให้ใช้ตอนซักผ้า โดยให้ใส่เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยลงไปในน้ำสุดท้ายที่กำลังจะล้างฟองออก ก็จะช่วยทำให้ผ้ามีกลิ่นสะอาดยิ่งขึ้น
  60. ใช้ล้างแปรงและหวี ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา นำมาผสมกับน้ำอุ่นในชามอ่างเล็กๆ แล้วนำแปรงหรือหวีมาแช่ทิ้งไว้ แล้วนำมาล้างอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้จะช่วยทำให้คราบต่างๆ ที่ติดอยู่ตามซอกหลุดออกมาได้โดยง่าย
  61. ใช้ทำความสะอาดที่ดัดฟัน (Retainers) ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนชาผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วยแล้วนำที่ดัดฟันมาแช่ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยเอาแปรงขัดคราบออกอีกครั้งหนึ่ง
  62. ใช้ปรับสภาพของสระว่ายน้ำหรือตู้ปลาให้มีความเป็นกลาง เนื่องจากการเติมคลอรีนมากเกินไปและทำให้สระว่ายน้ำมีความเป็นกรดมากเกินไป
หมายเหตุ : เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) กับผงฟู(Baking Powder) แม้ว่าจะมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายกัน แต่บางครั้งมันก็เอามาใช้แทนกันไม่ได้นะครับ อันนี้ก็ต้องดูให้ดีๆ ก่อน

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558


การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศของหลายๆคน ส่วนใหญ่ก็จะไปเที่ยวเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม ภาษา สังคม และเพื่อหาประสบการณ์ที่แตกต่างใช่ไหมล่ะคะ

แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่สนใจในเรื่องของ Sex Tourism ในประเทศนั้นๆ ซึ่งในวันนี้จะพาไปดูว่า 10 ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่อง “Sex Tourism” จะมีประเทศอะไรกันบ้างครับ

10. Dominican Republic
chicministry-sex-tourism-S1-500x321
ในประเทศโดมินิกันมีผู้หญิงทำงานด้านนี้ราวๆ 60,000-100,000 คน นอกจากนั้นยังมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันไปมาระหว่างประเทศเฮติด้วย ถึงแม้ว่าจะผิดกฎหมาย แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ยังสามารถเข้าถึงได้อยู่

9. Cambodia
chicministry-sex-tourism-S2-500x321
ถึงแม้ว่ากัมพูชาจะมีกฎหมายต่อต้านการค้าบริการ แต่ว่าก็ยังมีให้เห็นจนกระทั่งปัจจุบัน ที่น่าเศร้ากว่านั้น เด็กมักจะถูกส่งไปขายบริการทางเพศ บางครั้งพ่อแม่ถึงขนาดส่งลูกตัวเองไปขายเพื่อเอาเงินก็มี

8. Netherlands
chicministry-sex-tourism-S3-500x321
อัมสเตอร์ดัมขึ้นชื่อเป็นเมืองแห่งการค้าบริการในประเทศเนเธอร์แลนด์เลยล่ะ เพราะว่ามีสถานที่ท่องราตรีมากมาย การค้าบริการที่นี่ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ต้องมีเงื่อนไขโดยคนที่ให้บริการจะต้องมีการป้องกันที่ดี

7. Kenya
chicministry-sex-tourism-S4-500x321
การค้าบริการทางเพศในประเทศเคนย่าดูจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร เพราะว่าคนที่ค้าบริการส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุราวๆ 12 ปี เปอร์เซ็นต์การใช้ถุงยางของผู้หญิงที่ค้าบริการมีเพียง 60% เท่านั้น

6. The Philippines
chicministry-sex-tourism-S5-500x321
ถึงแม้ว่าการค้าบริการที่ฟิลิปปินส์จะผิดกฎหมายและมีโทษที่รุนแรง การค้าบริการก็ยังมีอยู่ มีผู้หญิงกว่า 500,000 คนที่ทำอาชีพนี้ แถมจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาฟิลิปปินส์เพื่อเซ็กส์โดยเฉพาะก็เพิ่มขึ้นราว 40-60% เลยทีเดียว

5. Colombia
chicministry-sex-tourism-S6-500x321
นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องค้ายาแล้ว ยังขึ้นชื่อเรื่องการค้าบริการอีกด้วย ถ้าหากว่าลูกค้ามีหน้าตาที่หล่อเหลาคุยง่าย เหล่าสาวค้าบริการก็จะลดราคาให้ ทำให้ประเทศนี้มีชื่อเสียงนั่นเอง

4. Indonesia
chicministry-sex-tourism-S7-500x321
อินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการค้าขายบริการสูง เพราะการค้าบริการที่นี่ถูกกฎหมาย สามารถเห็นหญิงสาวขายบริการได้ตามสถานบริการทั่วไปง่ายมาก นอกจากนั้นแล้วยังมีการค้าบริการผ่านอินเตอร์เน็ทอีกด้วย

3. Spain
chicministry-sex-tourism-S8-500x321
สถานที่ท่องเที่ยวอย่างว่ามีอยู่เยอะและถูกกฎหมายอีกด้วย หญิงสาวที่มาทำงานขายบริการส่วนใหญ่มาจากทวีปอเมริกาใต้ แต่หญิงสาวเหล่านั้นต้องทำงานเหมือนทาสเลยล่ะ

2. Brazil
chicministry-sex-tourism-S9-500x321
หญิงสาวค้าบริการที่นี่ค่อนข้างมีชื่อเสียงเพราะความสวย แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลบราซิลระวังเรื่องนี้พอสมควรในช่วงบอลโลก แต่ก็ไม่ค่อยมีให้เห็นนะครับ

1. Thailand
858072-img-1425262273.bvkdkb1-500x321
กฎหมายค้าประเวณีที่นี่ถือว่ายังคลุมเครืออยู่ นอกจากหญิงสาวขายบริการแล้ว ยังมีสาวประเภทสองเยอะอีกด้วย กว่า 3 ล้านคนที่ทำงานค้าบริการในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะถูกวางกฎระเบียบแล้วก็ตาม แต่คนจำนวนไม่น้อยที่เต็มใจมาทำงานด้านนี้

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การเรียนรู้ประโยคถามตอบ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีลัดที่จะสามารถช่วยให้คนที่เริ่มเรียนภาษา สามารถเข้าใจในภาษาได้ง่ายยิ่งขึ้น บทความนี้ผมก็มี 50 ประโยคคำถาม-คำตอบพื้นฐาน มาฝาก ให้เพื่อนๆได้เอาไปเรียนรู้ภาษาอังกฤษเบื้องต้นกันครับ

talking1

Personal Information
Q1 : What’s your name ? (คุณชื่ออะไร)
A1 : Peter. (ปีเตอร์)
Q2 : Where are you from ? / Where do you come from ? (คุณมาจากที่ไหน)
A2 : I’m from … / I come from … (ฉันมาจาก…)
Q3 : What’s your surname ? / What’s your family name ? (คุณนามสกุลอะไร)
A3 : Smith. (สมิธ)
Q4 : What’s your first name ? (คุณชื่ออะไร)
A4 : Tom. (ทอม)
Q5 : What’s your address ? (ที่อยู่ของคุณคือที่ไหน)
A5 : 7865 NW Sweet Street (7865 นอร์ธเวสต์ ถนนสวีท)
Q6 : Where do you live ? (คุณอาศัยอยู่ที่ไหน)
A6 : I live in San Diego. (ฉันอาศัยอยู่ที่ซาน ดิเอโก)
Q7 : What’s your telephone number ? (โทรศัพท์ของคุณหมายเลขอะไร)
A7 : 209-786-9845
Q8 : How old are you ? (คุณอายุเท่าไร)
A8 : Twenty-five. / I’m twenty-five years old. (25 / ฉันอายุ 25 ปี)
Q9 : When were you born ? / Where were you born ? (คุณเกิดเมื่อไหร่ / คุณเกิดที่ไหน)
A9 : I was born in 1961 / I was born in Seattle. (ฉันเกิดในปี ค.ศ.1961 / ฉันเกิดที่ซีแอตเติ้ล)
Q10 : Are you married ? / What’s your marital status ? (คุณแต่งงานหรือยัง / สถานภาพการสมรสของคุณเป็นอย่างไร)
A10 : I’m single. (ฉันยังโสด)
Q11 : What do you do ? / What’s your job ? (คุณทำอาชีพอะไร)
A11 : I’m a librarian. (ฉันเป็นบรรณารักษ์)
Q12 : Where did you go ? (คุณไปที่ไหนมา)
A12 : I went to a friend’s house. (ฉันไปที่บ้านเพื่อนมา)
Q13 : What did you do ? (คุณได้ทำอะไรไป)
A13 : We played video games. (เราเล่นวีดีโอเกมส์)
Q14 : Where were you ? (คุณเคยอยู่ที่ไหนที่ผ่านมา)
A14 : I was in New York for the weekend. (ฉันอยู่ที่นิวยอร์กตอนสุดสัปดาห์)
Q15 : Have you got a car / job / house / etc.? (คุณมีรถ / งาน / บ้าน ฯลฯ หรือไม่)
A15 : Yes, I’ve got a good job. (ใช่ ฉันมีงานที่ดีทำ)
Q16 : Have you got any children / friends / books / etc. ? (คุณมีบุตร / เพื่อน / หนังสือ ฯลฯ บ้างหรือไม่)
A16 : Yes, I’ve got three children – two boys and a daughter. (ใช่ ฉันมีบุตร 3 คน เป็น ชาย 2 คน หญิง 1 คน
Q17 : Can you play tennis / golf / football / etc.? คุณเล่นเทนนิส / กอล์ฟ / ฟุตบอล / ฯลฯ เป็นหรือไม่
A17 : Yes, I can play golf. (ใช่ ฉันเล่นกอล์ฟได้)
Q18 : Can you speak English / French / Japanese / etc. ? (คุณพูดภาษาอังกฤษ/ ฝรั่งเศส / ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้หรือไม่)
A18 : No, I can’t speak Japanese. (ไม่ ฉันพูดญี่ปุ่นไม่ได้)
Q19 : Could you speak English / French / Japanese / etc. ? when you were five / two / fifteen / etc. years old ? (คุณพูดภาษาอังกฤษ / ฝรั่งเศส / ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้หรือไม่ เมื่อตอนคุณอายุ 5 / 2 / 15 / ฯลฯ ปี)
A19 : Yes, I could speak English when I was five years old. (ใช่ ฉันพูดภาษาอังกฤษได้เมื่ออายุ 5 ขวบ)

talking4

Saying Hello
Q20 : How do you do ? (คุณสบายดีไหม)
A20 : How do you do. Pleased to meet you. (ยินดีที่ได้พบคุณ)
Q21 : How are you ? (คุณสบายดีไหม)
A21 : Fine, thanks. And you ? (สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ)
Shopping (หมวดการช็อปปิ้ง)
Q22 : How can I help you ? / May I help you ? (คนขาย – จะให้ฉันช่วยอะไรบ้างหรือไม่)
A22 : Yes, I’m looking for a sweater. (คนซื้อ – ได้ ฉันกำลังมองหาเสื้อสเวตเตอร์)
Q23 : Can I try it on ? (คนซื้อ – ขอฉันลองได้ไหม)
A23 : Sure, the changing rooms are over there. (คนขาย – ได้แน่นอน ห้องลองเสื้ออยู่ด้านนั้น)
Q24 : How much does it cost ? / How much is it ? (คนซื้อ – ราคาเท่าไร)
A24 : It’s $45. (คนขาย – 45 ดอลล่าร์)
Q25 : How would you like to pay ? (คนขาย – คุณต้องการชำระเงินแบบไหน)
A25 : By credit card. (คนซื้อ – จ่ายด้วยบัตรเครดิต)
Q26 : Can I pay by credit card / check / debit card ? (คนซื้อ – ฉันสามารถชำระเงินด้วยบัตรเครดิต / เช็ค / บัตรเดบิต ได้หรือไม่)
A26 : Certainly, We accept all major cards. (คนขาย : ได้แน่นอน เรารับบัตรเครดิตยี่ห้อหลักๆ ทุกยี่ห้อ)
Q27 : Have you got something bigger / smaller / lighter / etc. ? (คนซื้อ – คุณมีตัวที่ใหญ่กว่า / เล็กกว่า / เบากว่า / ฯลฯ หรือไม่)
A27 : Certainly, we’ve got a smaller sizes as well. (คนขาย – มีแน่นอน เรามีขนาดที่เล็กกว่านี้ด้วย)

Talking3

Asking Something Specific
Q28 : What’s that ? (นั่นคืออะไร)
A28 : It’s a cat. (มันคือแมว)
Q29 : What time is it ? (ตอนนี้เวลาเท่าไร)
A29 : It’s three o’clock. (3 นาฬิกา)
Q30 : Can / May I open the window ? (ฉันขอเปิดหน้าต่างได้หรือไม่)
A30 : Certainly, It’s hot in here. (ได้แน่นอน ที่นี่มันร้อน)
Q31 : Is there a bank / supermarket / pharmacy / etc. near here ? (มีธนาคาร / ซูเปอร์มาเก็ต / ร้านขายยา / ฯลฯ อยู่ใกล้ๆ แถวนี้บ้างหรือไม่)
A31 : Yes, There is a bank on the next corner next to the post office. (มี ธนาคารอยู่ตรงมุมถนนถัดไป ติดกับที่ทำการไปรษณีย์)
Q32 : Where is the nearest bank / supermarket / pharmacy / etc.? (ธนาคาร / ซูเปอร์มาเก็ต / ร้านขายยา / ฯลฯ ที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน)
A32 : The nearest pharmacy is on 15th street. (ร้านขายยาที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ถนนหมายเลข 15)
Q33 : Who wrote / invented / painted / etc. the …? (ใครคือผู้เขียน / ประดิษฐ์ / วาด / ฯลฯ…)
A33 : Hemingway wrote “The Sun Also Rises”. (เฮมิงเวย์เขียนหนังสือ “The Sun Also Rises”)
Q34 : Is there any water / sugar / rice / etc. ? (มีน้ำ / น้ำตาล / ข้าว ฯลฯ บ้างหรือไม่)
A34 : Yes, there’s a lot of sugar left. (มี น้ำตาลมีเหลืออยู่จำนวนมาก)
Q35 : Are there any apples / sandwiches / books / etc. ? (มีแอปเปิ้ล / แซนด๋วิช / หนังสือ / ฯลฯ บ้างหรือไม่)
A35 : No, there aren’t any apples left. (ไม่ ไม่มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่เลย)
Q36 : Is this your / his / her / etc. book / ball / house / etc. ? (นี่คือหนังสือ / ลูกบอล / บ้าน / ฯลฯ ของคุณ / ของเขา / ฯลฯ ใช่หรือไม่)
A36 : No, I think it’s his ball. (ไม่ใช่ ฉันคิดว่ามันเป็นลูกบอลของเขา)
Q37 : Whose is this / that ? (สิ่งนี้ / สิ่งนั้น เป็นของใคร)
A37 : It’s Jack’s. (มันเป็นของแจ๊ค)

talking2

Questions with ‘Like’
Q38 : What do you like ? (คุณชอบอะไร)
A38 : I like playing tennis, reading and listening to music. (ฉันชอบเล่นเทนนิส, อ่านหนังสือ และฟังเพลง)
Q39 : What does he look like ? (เขามีลักษณะเป็นอย่างไร)
A39 : He’s tall and slim. (เขาสูงและผอม)
Q40 : What would you like ? (คุณชอบอะไร)
A40 : I’d like a steak and chips. (ฉันชอบสเต็กและมันฝรั่งทอด)
Q41 : What is it like ? (มันมีลักษณะเป็นอย่างไร)
A41 : It’s an interesting country. (มันเป็นประเทศที่น่าสนใจประเทศหนึ่ง)
Q42 : What’s the weather like ? (มันมีอากาศเป็นอย่างไร)
A42 : It’s raining at the moment. (ตอนนี้ฝนกำลังตก)
Q43 : Would you like some coffee / tea / food ? (คุณต้องการจะรับกาแฟ / ชา / อาหาร บ้างหรือไม่)
A43 : Yes, thank you. I’d like some coffee. (ใช่ ขอบคุณ ฉันต้องการกาแฟ)
Q44 : Would you like something to drink / eat ? (คุณต้องการจะรับเครื่องดื่ม / อาหาร บ้างหรือไม่)
A44 : Thank you. Could I have a cup of tea ? (ขอบคุณ ฉันขอชาสักถ้วยได้หรือไม่)
talking5


Asking for an Opinion
Q45 : What’s it about ? (มันเกี่ยวกับอะไร)
A45 : It’s about a young boy who encounters adventures. (มันเกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเผชิญเรื่องผจญภัย)
Q46 : What do you think about your job / that book / Tim / etc. ? (คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับงานของคุณ / หนังสือเล่มนั้น / ทิม / ฯลฯ)
A46 : I thought the book was very interesting. (ฉันคิดว่าหนังสือเล่มนั้นน่าสนใจมาก)
Q47 : How big / far / difficult / easy is it ? (มันใหญ่ / ไกล / ยาก / ง่าย ขนาดไหน)
A47 : The test was very difficult. (ข้อสอบยากมาก)
Q48 : How big / far / difficult / easy are they ? (มันใหญ่ / ไกล / ยาก / ง่าย ขนาดไหน)
A48 : The questions were very easy. (คำถามง่ายมาก)
Q49 : How was it ? (มันเป็นอย่างไรบ้าง)
A49 : It was very interesting. (มันน่าสนใจมาก)
Q50 : What are you going to do tomorrow / this evening / next week / etc. ? (คุณจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ / เย็นนี้ / สัปดาห์หน้า / ฯลฯ)
A50 : I’m going to visit some friends next weekend. (ฉันจะไปเยี่ยมเพื่อนตอนสุดสัปดาห์หน้า)

Suggestions
Q51 : What shall we do this evening ? (เราจะทำอะไรกันดีตอนเย็นนี้)
A51 : Let’s go see a film. (ไปดูหนังกันเถอะ)
Q52 : Why don’t we go out / play tennis / visit friends / etc. this evening ? (ทำไมเราไม่ออกไปข้างนอก / เล่นเทนนิส / ไปเยี่ยมเพื่อน / ฯลฯ กันตอนเย็นนี้)
A52 : Yes, that sounds like a good idea. (ใช่ ฟังดูเข้าท่าดีทีเดียว)
and gesture คือ การใช้ท่าทางมือที่คนในสังคมเดียวกันนั้นสามารถใช้ในการสื่อสารและเข้าใจได้ แต่การจะไปใช้ท่าทางมือสุ่มสี่สุ่มห้าในสังคมอื่น จะต้องระวังกันสักหน่อยครับ เพราะท่าทางมือที่เราใช้นั้นอาจมีความหมายในอีกแง่ในสังคมอื่นก็เป็นไปได้

บทความนี้เราก็จะมาดู “7 สัญลักษณ์ท่าทางมือ ที่ไม่ควรไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้าที่ประเทศอื่นๆ” จะมีอะไรบ้างเราไปชมพร้อมๆกันเลยครับ


bk
1. Thumbs up – ห้ามใช้ใน Greece, Russia, Sardinia, West Africa เพราะมีความหมาย “Up yours!” ใช้เวลาที่เราไม่ชอบหรือไม่พอใจคนๆหนึ่งหรือในสิ่งที่เค้ากระทำนั่นเอง
2. V sign – ห้ามใช้ใน Great Britain, Australia, Ireland, New Zealand เพราะมีความหมายคล้ายๆกับการชูนิ้วกลาง
3. A ok – ห้ามใช้ใน Russia, Brazil, Turkey, the Mediteranean เพราะมีความหมายว่า “คนรักร่วมเพศ, เกย์” ส่วนใน France, Belgium จะหมายถึงเลข 0 หรือไร้ค่า
4. Stop! – ห้ามใช้ใน Greece เพราะมีความหมายว่า “ไปลงนรกซะ!”
5. Texas Long Horn/ Heavy Metal – ห้ามใช้ใน Norway, Spain, Portugal, Greece, Columbia, Brazil, Albania, Slovakia เพราะมีความหมายว่า “ผู้ชายที่ภรรยามีชู้” นั่นเอง
6. Come Here – ห้ามใช้กับคนใน Philipines เพราะท่าทางมือแบนี้จะใช้กับสุนัขเท่านั้น และหากใช้กับคน คนนั้นสามารถถูกจับเข้าคุกได้
7. Everybody sattle down – ห้ามใช้ใน Greece เพราะมันมีความหมายว่า “eat s***!”